Get Adobe Flash player

การเกษตรทฤษฎีใหม่

จากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ที่ได้ทรง พระราชทานไว้เนื่องในวโรกาสต่าง ๆ พอจะสรุปความหมายของการเกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory) ว่าน่าจะหมายถึง แนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกษตรกรที่มีที่ดินถือครองประมาณ 10 – 15 ไร่ สามารถมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรอย่างพอเพียงตลอดปี และใช้น้ำกับที่ดินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เพื่อให้มีกินตามอัตภาพ คือ ไม่ได้รวยมากแต่พอกิน ไม่อดอยาก โดยการแบ่งที่ดินที่ถือครอง ออกเป็นสัดส่วน ดังนี้ ส่วนที่หนึ่งร้อยละ 30 ของพื้นที่สำหรับขุดสระ ส่วนที่สองร้อยละ 60 ของพื้นที่ สำหรับทำนาปลูกข้าว และปลูกพืชไร่ทำสวน และส่วนที่สามร้อยละ 10 ของพื้นที่สำหรับเป็นที่ บริการ เช่น ทางเดิน ที่อยู่อาศัย หรืออื่น ๆ
ทฤษฎีใหม่สามารถสรุปได้เป็นขั้นต่างๆ รวม 3 ขั้น คือ  
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 “พอมีพอกิน”
1.  เป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนน้อย (ประมาณ 15 ไร่)
2. หลักสำคัญ : เกษตรกรมีความพอเพียงโดยเลี้ยงตัวเองได้ (Self-sufficiency) ในระดับชีวิตทั้งประหยัดก่อน ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีในท้องถิ่น
3. มีการผลิตข้าวบริโภคพอเพียงประจำปี โดยถือว่าครอบครัวหนึ่งทำนา 5 ไร่ จะมี ข้าวพอกินตลอดปี ข้อนี้เป็นหลักสำคัญของทฤษฎีนี้
4.  เพื่อการนี้จะต้องใช้หลักว่า ต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ฉะนั้น 5 ไร่ ต้องมี 5,000 ลูกบาศก์เมตร ถ้ามี 10 ไร่ จะต้องมีน้ำ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงได้สูตรคร่าวๆ ว่าแต่ละแปลงประกอบด้วย           

4.1 นา 5 ไร่ และพืชไร่/สวน 5 ไร่
4.2 สระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร จะประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร
4.3 ที่อยู่อาศัย และอื่นๆ 2 ไร่ รวมทั้งหมด 15 ไร่
5. อุปสรรคสำคัญที่สุด คือ อ่างเก็บน้ำ หรือสระที่ได้รับน้ำให้เต็มเพียงปีละหนึ่งครั้ง จะมีการระเหยวันละ 3 เซนติเมตร โดยเฉลี่ยในวันที่ฝนไม่ตก หมายความว่าในปีหนึ่ง ถ้านับว่าแห้ง 300 วัน ระดับน้ำของสระจะลดลง 3 เมตร (ในกรณีนี้ 3 ใน 4 ส่วน ของ 19,000 ลูกบาศก์เมตร น้ำที่ ใช้ได้จะเหลือ 4,750 ลูกบาศก์เมตร) จึงจะต้องมีการเติมน้ำเพื่อให้เพียงพอ
6. มีความจำเป็นที่จะต้องมีการเติมน้ำเพื่อให้เพียงพอ
7. ปัญหาใหญ่อีกข้อหนึ่ง คือ ราคาการลงทุนค่อนข้างสูง เกษตรกรจะต้องได้รับ ความช่วยเหลือจากคนภายนอก เช่น จากราชการ มูลนิธิ และเอกชน
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 “อยู่ดีกินดี”
เมื่อเกษตรกรเริ่มเข้าใจวิธีการ และดำเนินการในที่ดินของตนเองแล้ว เมื่อเริ่มได้ผล ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือสหกรณ์ร่วมแรงใน
1. การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน)
2. การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
3. การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม)
4. สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
5. การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
6. สังคมและศาสนาด้วยความร่วมมือของหน่วยราชการ มูลนิธิ และเอกชน
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 “มั่งมีศรีสุข”
ติดต่อร่วมมือกับแหล่งเงิน (ธนาคาร) และกับแหล่งพลังงาน (บริษัทน้ำมัน) ตั้งและ บริการโรงสี (2.การตลาด) ตั้งและบริหารสหกรณ์ (1.การผลิต 3.การเป็นอยู่) ช่วยลงทุน (1.การผลิต 2.การตลาด) ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต (4.สวัสดิการ 5.การศึกษา 6.สังคมและศาสนา)
ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัทจะได้รับประโยชน์ ดังนี้
1. เกษตรกรขายข้าวในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) ธนาคารและบริษัทสามารถซื้อข้าว บริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง) (2.การตลาด)
2. เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภค บริโภคในราคาต่ำ (เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง) (1.การผลิต 2.การเป็นอยู่)
3. ธนาคารกับบริษัท จะสามารถกระจายบุคลากรในการนำแนวทฤษฎีใหม่ไปสู่ การปฏิบัตินั้นได้มีการยึดแนวคิดอย่างตรงๆ ทำให้บางพื้นที่ไม่สามารถทำได้ จึงได้มีการเสนอข้อ ควรทำสำหรับทฤษฎีใหม่ขั้นต้นไว้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของ พื้นทีแนวพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเกษตรทฤษฎีใหม่
1.เป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนน้อย (ประมาณ 15 ไร่) ซึ่งเป็นจำนวนการถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยของเกษตรกรทั่วไป
2.ให้เกษตรกรมีความเพียงพอ โดยเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ต้องมีความสามัคคีกันในท้องถิ่น
3.มีข้าวบริโภคเพียงพอประจำปี โดยถือว่าครอบครัวหนึ่งทำนา 5 ไร่ จะมี ข้าวพอกินตลอดปี
4.เพื่อการนี้จะต้องใช้หลักเกณฑ์ที่ว่าต้องมีน้ำใช้ระหว่างช่วงฤดูแล้ง 1,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อ 1 ไร่
ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่
1.ทำให้ประชาชนมีกินตามอัตภาพ คือไม่ได้รวยมาก แต่พอกิน ไม่อดอยาก
2.ถ้าน้ำมีพอดี ปีไหนก็สามารถทำการเกษตรหรือปลูกข้าวนาปีได้ และหาก มีน้ำน้อยในหน้าแล้ง สามารถใช้น้ำที่กักเอาไว้ในสระเก็บน้ำของแต่ละแปลงมาทำการเพาะปลูก แม้แต่ข้าวก็ยังสามารถปลูกได้โดยไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนชลประทานระบบใหญ่ และอาจปลูกผัก เลี้ยงปลา หรือทำอะไรก็ได้ ดังนั้น ทฤษฎีใหม่สามารถช่วยป้องกันการขาดแคลนน้ำ
3.ในสภาวะปกติ สามารถทำให้มีรายได้มากขึ้น เนื่องจากมีแหล่งน้ำเพื่อใช้ ในการเพาะปลูกตลอดเวลา และมีการทำกิจกรรมการเกษตรอย่างต่อเนื่อง
4.ในสภาวะที่ประสบอุทกภัย สามารถฟื้นตัวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทาง ราชการมากเกินไป ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาตามแนวคิด ทฤษฎีใหม่ ถือว่าเป็นแก่นแห่งการพัฒนา อย่างแท้จริง เพราะเป็นการพัฒนาด้านการเกษตร ชุมชน ชนบท การผลิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับวิธีคิดและจิตสำนึกของคน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเริ่มที่ตัวบุคคลก่อน และไปถึงครอบครัว ชุมชน สังคม ตามลำดับ
ดังนั้น การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่จึงมีความสำคัญและมีบทบาทต่อภาค การเกษตร ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ต้องมีองค์ประกอบ หลายประการที่จะทำให้การทำเกษตรวิธีนี้ประสบผลสำเร็จและก้าวไปอย่างมั่นคงไม่ล้มเลิกกลางคัน มีการขยายผลที่เหมาะสมในทุกด้านไม่ขยายผลรวดเร็วเกินไป

วันที่Viewsคอมเมนต์คอมเมนต์
Total27700
อา.. 2010
ส.. 1910
ศ.. 1820
พฤ.. 1730
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำที่สุภาพ และท่านที่แสดงความคิดเห็นเลยโดยไม่ได้สมัครสมาชิก ต้องรอการตรวจสอบก่อนนะคะ แต่ถ้าสมัครสมาชิกแล้ว มีการลงชื่อเข้าใช้ คอมเม้นต์จะโชว์ชึ้นในทันทีค่ะ


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช